คำเตือน : ข้อมูลต่อไปนี้ มีลิขสิทธิ์โดย  PuRuShA_RiShI
ซึ่งนำลงไว้เป็นความรู้ในกระดานสนทนามหายาน

ของ http://www.mahathep.com และเว็บเครือข่าย เท่านั้น
บทความนี้เขียนขึ้นเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ,2009, 07:50:46 AM

***********************************

พระธยานิพุทธเจ้า แบบนิกายวัชรยาน



พระธยานิพุทธเจ้า 5 พระองค์
Five Wisdom Buddhas – ध्यानिबुद्ध -五智如来


ซึ่งมีพระธยานิพุทธเจ้า 5 พระองค์ ตามลำดับต่อไปนี้


1. พระไวโรจนะพุทธะ
毘盧如來, 毘盧遮那佛, 大日如來
वैरोचनबुद्ध - Vairocana
ภาษาญี่ปุ่น : 大日如来
          พระไวโรจนะพุทธเจ้า นั้นถือว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์ปฐม เป็นภาคแรกของพระอาทิพุทธในรูปสัมโภคกาย ทรงเป็นผู้ที่เปี่ยมไปด้วยปัญญาอันสูงสุด

          คำว่า “ไวโรจนะ” หรือ “วิโรจนะ” นี้หมายถึง พระอาทิตย์, การส่องแสงสว่าง, ความรุ่งเรือง, ความแจ่มใส หรือ ผู้ให้ความอบอุ่นแก่โลก ในยุคแรกพระพุทธศาสนาได้นำความหมายของคำๆ นี้มาใช้เรียกพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประกาศพระธรรม อันเป็นดุจดวงประทีปที่ส่องทางสว่างให้แก่โลก แล้วในยุคมหายานคำๆ นี้จึงถูกนำมาใช้เรียกพระนามของพระธยานิพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง นั่นก็คือ พระไวโรจนะพุทธเจ้านั่นเอง

          ในคัมภีร์มหาไวโรจนสูตร ซึ่งเป็นคัมภีร์หลักแห่งตันตระในยุคศตวรรษที่ 7 นั้นถือว่า พระไวโรจนะพุทธเจ้าพระองค์นี้เอง ที่เป็นผู้ประกาศธรรมแก่พระมหาโพธิสัตว์ทั้งปวง

          ตราประจำพระองค์ของพระไวโรจนะพุทธเจ้านั้นจะเป็นรูปธรรมจักร อันหมายถึง ความเป็นหนึ่ง มีพระวรกายเป็นดั่งแสงสว่าง โดยมักแทนด้วยพระวรกายสีขาว รัศมีธรรมเป็นสีน้ำเงินอ่อน

          ในนิกายวัชรยานนั้นจะถือว่า สีน้ำเงินเป็นสีแห่งความจริงอันเป็นปรมัตถ์ ส่วนสีขาวเป็นสีของแสงที่รวมของสีทั้งหมด (เหมือนแสงขาวจากดวงอาทิตย์ที่มองผ่านแท่งแก้วปริซึมจะเห็นเป็นสีต่างๆ 7 สี) ซึ่งแทนความหมายของการเป็นประมุขแห่งพระธยานิพุทธะ

          พระไวโรจนะพุทธะ นั้นทรงเป็นตัวแทนของอากาศธาตุ ซึ่งเป็นช่องว่างในจักรวาล เป็นธาตุกลางในธาตุที่เหลืออีก 4 ธาตุ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ

          ตำแหน่งในพุทธมณฑลนั้นจะอยู่ตรงกลางเป็นพระประธาน โดยมีพุทธเจ้าอีก 4 พระองค์ห้อมล้อมอยู่ ทรงเป็นต้นวงศ์พุทธโคตร ซึ่งพระโพธิสัตว์ที่อยู่ในกลุ่มนี้ที่สำคัญมี 2 องค์ คือ พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ กับ พระมัญชุศรีโพธิสัตว์




          ลักษณะท่าทางของพระองค์นั้น จะทรงแสดงออกมาในรูปธรรมจักรมุทรา เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงการหมุนกงล้อแห่งธรรมครั้งแรก ในการแสดงปฐมเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ทั้งห้า

          รูปแบบอื่นๆ ของพระไวโรจนะ คือ ทำท่าสมาธิคล้ายพระอมิตาภะพุทธเจ้า แต่จะทรงถือธรรมจักรแทนดอกบัว เสียงประจำพระองค์คือเสียง “โอม” ซึ่งเกิดจากศูนย์ลมบริเวณพระเศียร

          พาหนะของพระไวโรจนพุทธะคือ สิงโตเผือก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพลังอำนาจ ความกล้าหาญและความยิ่งใหญ่ สิงโตเผือกนั้นยังสื่อถึงสิงโตหิมะอันเป็นสัตว์หายาก ในตำนานของชาวทิเบต จึงเป็นตัวแทนของธรรมะขั้นสูงสุด ที่มีน้อยคนนักเจะได้เข้าถึง


2. พระอักโษภยะพุทธะ
阿閃如來
अक्षोभ्यबुद्ध - Akshobhya
ภาษาญี่ปุ่น : 阿閃如来

          พระอักโษภยะพุทธเจ้า หมายถึง “พระพุทธเจ้าผู้ไม่หวั่นไหว, คงที่, ไม่เปลี่ยนแปลง” ทรงประทับทางทิศตะวันออกของพุทธมณฑล

          พระวรกายของพระอักโษภยะพุทธเจ้านั้นจะมีสีน้ำเงิน มีรัศมีสีขาว เป็นต้นวงศ์ของพระโพธิสัตว์ตระกูลวัชรโคตร เป็นสัญญลักษณ์แทนโพธิจิตในสรรพสัตว์ พระโพธิสัตว์ตระกูลวัชระที่รู้จักกันดี คือ พระวัชรปาณิโพธิสัตว์ กับ พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์

          ลักษณะท่าทางของพระองค์นั้นจะทรงถือวัชระ หรือ ดอกบัว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความกรุณา และระฆัง ที่สื่อถึงอิตถีภาวะแห่งเมตตาและขันติ ทรงเป็นตัวแทนแห่งธาตุน้ำ และ ฤดูหนาว

          พระองค์ทรงเป็นตัวแทนของปัญญาญาณ อันเปรียบดั่งกระจกเงาที่ส่องให้เห็นความจริงได้หมดทุกด้าน โดยไม่ปิดบังอำพราง ทรงมีพุทธลักษณะใกล้เคียงกับพระไวโรจนพุทธเจ้า โดยอาจมีสลับตำแหน่งในพุทธมณฑลกันได้

          ความเชื่อในคัมภีร์มรณะของทิเบต พระอักโษภยะพุทธเจ้าจะทรงปรากฏในวันที่ 2 ของบาร์โดพร้อมด้วยพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ และพระเมตไตรยโพธิสัตว์ ทรงเป็นตัวแทนแห่งความสมบูรณ์และความเจริญงอกงาม

          ลักษณะท่าทางของพระองค์นั้น จะปรากฏในท่าภูมิสปรศมุทรา ซึ่งเป็นการวางพระหัตถ์ซ้ายในรูปแบบการทำสมาธิ พระหัตถ์ขวาเหยียดออก นิ้วชี้ชี้ลงสัมผัสพื้นดินเพื่อแสดงถึงการมีชัยเหนือเหล่ามาร

          เสียงประจำพระองค์คือเสียง “ฮัม” ซึ่งเป็นเสียงที่เกิดจากศูนย์ลมที่หัวใจ แสดงถึงการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เป็นร่างแหอยู่ภายในยานเดียวกัน

          สัญลักษณ์ประจำพระองค์ คือ คฑาเพชร ซึ่งสื่อถึงอำนาจบารมี ความมั่นคง ไม่คลอนแคลนของธรรมะ และความไม่หวั่นไหวของผู้ที่มุ่งบรรลุธรรม

          พาหนะของพระองค์ คือ ช้างคู่สีน้ำเงิน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคง และพลังอันมหาศาล แล้วชาวทิเบตนั้น ยังถืออีกว่าช้างนั้นยังเป็นสัญลักษณ์แห่งสติปัญญาอีกด้วย



3. พระรัตนสัมภวะพุทธะ
寳生如來
रत्नसंभवबुद्ध - Ratnasambhava
ภาษาญี่ปุ่น : 宝生如来

          พระรัตนสัมภวะพุทธเจ้านั้นทรงเป็น พระพุทธเจ้าผู้เป็นต้นกำเนิดแห่งสิ่งอันประเสริฐ หรือ สิ่งที่มีค่าทั้งมวล ทรงประทับอยู่ทางทิศใต้ของพุทธมณฑล

          คำว่า “รัตนะ” จะหมายถึง สิ่งอันประเสริฐ, สิ่งอันมีค่า, คนและสัตว์, เพชรพลอย ส่วนคำว่า “สัมภวะ หรือ สมภพ” จะหมายถึง การเกิดขึ้น, ที่เกิด, ความบังเกิด ดังนั้นคำว่า “รัตนสัมภวะ” จึงแปลรวมได้ว่า ผู้เป็นต้นกำเนิดแห่งสิ่งประเสริฐทั้งปวงนั่นเอง

          พระวรกายของพระรัตนสัมภวะพุทธเจ้าจะมีสีเหลืองทอง เป็นต้นวงศ์ของพระโพธิสัตว์ตระกูลรัตนโคตร พระองค์นั้นทรงเป็นดั่งปัญญาอันประเสริฐและคุณแห่งพระรัตนตรัย ทรงเป็นตัวแทนปัญญาญาณแบบเท่าเทียม คือ มองเห็นผู้อื่นเท่าเทียมกับตน

          พระหัตถ์ทำท่าทานมุทรา คือ พระหัตถ์ซ้ายวางบนพระเพลาอยู่ในท่าการทำสมาธิ พระหัตถ์ขวาเหยียดลงโดยแบพระหัตถ์ออก ปลายนิ้วชี้นั้นจะจดนิ้วโป้ง

          พาหนะของพระองค์ คือ ม้าบิน เสียงประจำพระองค์ คือ “ตรัม” ซึ่งเป็นเสียงที่เกิดจากศูนย์ลมที่สะดือ จึงเป็นการสะท้อนความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชีวิต การเปลี่ยนถ่ายเวทนาขันธ์ และความรักความผูกพันกันระหว่างมารดากับบุตร

          สัญญลักษณ์ประจำพระองค์ คือ เพชรพลอยจินดา สื่อถึงการเข้าถึงซึ่งความรู้แจ้ง มโนวิญญาณธาตุและดวงจิตที่ตรัสรู้ ทรงเป็นตัวแทนแห่งธาตุดิน และ ฤดูใบไม้ร่วง

          เมื่อพระองค์นั้นทรงเป็นประมุขแห่งวงศ์รัตนโคตร จึงแสดงความอุดมสมบูรณ์ รูปสักการะของพระองค์ที่ปรากฏอยู่เดี่ยวๆ พระองค์เดียวนั้นหาได้ยาก โดยมากมักจะรวมอยู่กับพระธยานิพุทธะองค์อื่นๆ

          ในคัมภีร์มรณศาสตร์ของทิเบต กล่าวว่าพระองค์จะปรากฏกายในวันที่ 3 ของบาร์โด พร้อมด้วยแสงสีเหลือง พระโพธิสัตว์ที่ปรากฏพร้อมกับพระองค์คือ พระอากาศครรภ์โพธิสัตว์และพระสมันตภัทรโพธิสัตว์
 

4. พระอโมฆสิทธิพุทธะ
成就如來
अमोघसिद्धिबुद्ध - Amoghasiddhi
ภาษาญี่ปุ่น : 不空成就如来

          พระอโมฆสิทธิพุทธเจ้า หมายถึง พระพุทธเจ้าผู้มีความสำเร็จอันสมบูรณ์ ประทับทางทิศเหนือของพุทธมณฑล

          คำว่า “อโมฆะ” จะหมายถึง ไม่เสียประโยชน์, ไม่เสียเปล่า และคำว่า “สิทธิ” จะหมายถึง ความสำเร็จ, การบรรลุผล, ความสุข, ความเป็นอิสระ, ความสุข, ความเจริญ, อำนาจอันชอบธรรม ดังนั้นคำว่า “อโมฆสิทธิ” จึงแปลว่า ความสำเร็จอันสมบูรณ์, การกระทำที่ไม่เปล่าพระโยชน์อันนำมาซึ่งการบรรลุมรรคผลเป็นอิสระหลุดพ้นจากวัฏสงสาร

          พระวรกายของพระอโมฆสิทธิพุทธเจ้านั้นจะมีสีเขียว หรือ ฟ้าอ่อน ซึ่งเป็นสีของความเคลื่อนไหว กระฉับกระเฉง หรือเป็นสีของธรรมชาติอันนิ่งสงบและผ่อนคลาย เป็นต้นวงศ์ของพระโพธิสัตว์ตระกูลกรรมโคตร

          สัญลักษณ์ประจำพระองค์ คือ วิศววัชระที่ไขว้กัน หรือ คฑาไขว้  บ้างก็ว่าเป็นดาบ ประกบไขว้ทำมุมกัน 90 องศาต่อกัน

          โดยวัชระที่อยู่แนวนอน หมายถึง การมีอยู่และการกระทำในทางโลก ส่วนวัชระที่อยู่ในแนวตั้ง หมายถึง พลังบวกแห่งจิตวิญญาณ และในทางธรรม โดยวัชระที่ไขว้กันนั้น จะหมายถึง พลังแห่งชีวิตนั่นเอง

          ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนอำนาจทางจิตวิญญาณของพระพุทธเจ้าที่ไม่มีขีดจำกัด เป็นการรวมกันของพลังด้านบวกของจิตที่ขัดเกลาดีแล้ว กับพลังด้านลบของสภาวะทางโลก

          ในทางปัญญาเป็นภาพสะท้อนของปัญญาญาณแบบสำเร็จทุกอย่าง ซึ่งเป็นการผสมผสานของปัญญาญาณทุกชนิดหลังจากบุคคลได้รู้แจ้งและแปรเปลี่ยนเป็นกิจกรรมเพื่อผู้อื่นอย่างแท้จริง

          ในทางกิเลส เป็นตัวแทนของความอิจฉา เป็นการนำตนเองเป็นศูนย์กลาง ซึ่งตรงข้ามกับปัญญาญาณแบบรู้แจ้ง

          อีกทั้งพระองค์ยังทรงเป็นตัวแทนของพระอาทิตย์ในยามเที่ยงคืน อันเป็นสัญลักษณ์ของกิจกรรมทางจิตวิญญาณอันลี้ลับ

          พาหนะของพระองค์ คือ ครุฑ หรือ นกอินทรีทอง  เป็นตัวแทนแห่งธาตุลม และ ฤดูร้อน ทรงเป็นดั่งพลังลมแห่งจิตวิญญาณ ที่จะผลักดันมนุษย์ไปสู่ความหลุดพ้น

          เสียงประจำพระองค์คือ “อาหฺ” เป็นเสียงที่ออกจากศูนย์ลมที่ร่างกายช่วงล่าง อันเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดปรุงแต่ง และสื่อถึงแรงสะเทือน ที่สะท้อนการดำเนินไปในกรรมของสัตว์โลก

 

5. พระอมิตาภะพุทธะ
阿彌陀佛, 彌陀如來
अमिताभबुद्ध - Amitabha
ภาษาญี่ปุ่น : 阿弥陀如来


          พระอมิตาภะพุทธเจ้า หรือ พระอมิตายุพุทธเจ้า ทรงพระสัมโภคกายพุทธเจ้า ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในพุทธศาสนาแบบมหายาน ทั้งนิกานวัชรยาน และ มหายานนิกายต่างๆ

          พระอมิตาภะพุทธะ ทรงเป็นสัญลักษณ์แห่ง ปัญญาที่ทำให้มนุษย์รู้จักผิดชอบชั่วดี และเลือกปฏิบัติในทางที่ถูก ประทับอยู่ทางตะวันตกของพุทธมณฑล

          พระวรกายของพระอมิตาภะพุทธเจ้านั้นจะมีสีแดงก่ำ เป็นต้นตระกูลของพระโพธิสัตว์วงศ์ปัทมโคตร มีสัญลักษณ์ คือ ดอกบัว พระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ในตระกูลนี้โดยทั่วไปจะใช้บัวแดง ส่วนพระโพธิสัตว์ปางดุจะใช้ใช้บัวขาว

          ภาพวาดของพระองค์มักวาดให้พระหัตถ์ยาว หมายถึง ความสามารถที่จะเอื้อมพาสรรพสัตว์เข้าสู่แดนสุขาวดี มีพระชิวหายาวตะหวัดได้รอบโลก อันหมายถึงความสามารถในการแสดงธรรมโปรดสัตว์ได้ทั่วโลก ทรงนกยุง เป็นพาหนะ เป็นตัวแทนของธาตุไฟ และ ฤดูใบไม้ผลิ

          ในคัมภีร์มรณศาสตร์ของทิเบต กล่าวไว้ว่าพระอมิตาภะจะปรากฏพระองค์ให้ผู้ตายเห็นในวันที่ 4 ของบาร์โด พร้อมกับพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ และพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ รวมทั้งพระโพธิสัตว์หญิงอีก 2 องค์คือ คีตาโพธิสัตว์แห่งเสียงเพลง และอโลคาเทวีโพธิสัตว์ผู้ถือคบเพลิง

          เสียงประจำองค์พระอมิตาภะคือเสียง “หรีหฺ” เปล่งมาจากศูนย์ลมบริเวณลำคอ เป็นสัญลักษณ์แทนกิจกรรมและการตระหนักรู้ทางวิญญาณ ท่าทางประจำพระองค์คือ ธยานมุทรา คือพระหัตถ์ที่ประสานกันในท่าสมาธิ บางแห่งจะทรงแบพระหัตถ์ขวาออกมาเบื้องหน้าแสดงกิริยารับดวงวิญญาณของสรรพสัตว์ที่ประกอบกุศลพร้อมกับระลึกถึงพระองค์ไปเกิดยังแดนสุขาวดี


          พระอมิตาภะพุทธเจ้า แปลว่า พระพุทธเจ้าผู้มีแสงรัศมีเปล่งประภาสออกมาไม่มีประมาณ (無量光佛, 無邊光佛) ชื่ออื่นๆ ของพระองค์ คือ พระอมิตายุพุทธเจ้า ซึ่งแปลว่า พระพุทธเจ้าผู้มีอายุขัยยาวนานหาประมาณที่สุดมิได้ (無量壽佛)

          ชาวจีนนิยมเรียกพระองค์ว่า ออ มี ท้อ ฮุก (阿彌陀佛) แปลว่า พระอมิตาพุทธเจ้า ซึ่งคำว่า “อมิตา” แปลว่าไม่มีประมาณ ทรงปกครองแดนสุขาวดี (極樂世界) และชาวจีนเชื่อกันว่าวั นคล้ายวันสมภพของพระองค์ คือ วันที่ 17 เดือน 11 จีน พระปฏิมา หรือ ภาพวาดของพระองค์มักจะประดิษฐานอยู่เบื้องขวาของพระศรีศากยมุนีพุทธเจ้า

          แดนสุขาวดี (極樂世界) ตามความเชื่อของนิกายสุขาวดี ถือว่าเป็นพุทธเกษตรของพระอมิตาภะพุทธะ เชื่อว่าอยู่ทางทิศตะวันตกของโลกเรานี้เอง

          ในพระสูตรมักกล่าวว่า แดนสุขาวดีเป็นสถานที่สวยงาม ผู้ที่ได้เกิดยังโลกแห่งนั้นจะเป็นผู้ปราศจากความทุกข์ ได้ฟังธรรมจากพระอมิตาภะและพระมหาโพธิสัตว์ต่างๆ จนได้สำเร็จเป็นพระโพธิสัตว์ แล้วกลับมาช่วยเหลือสรรพสัตว์อื่นๆ ต่อไป

          การจะไปเกิดเพียงระลึกถึงพระอมิตาภะพุทธเจ้าโดยการสวดพระนามของพระองค์โดยสม่ำเสมอว่า “นำ มอ ออ มี ท้อ ฮุก” (南無阿彌陀佛) และทำความดี กตัญญูรู้คุณ พร้อมกับตั้งจิตอธิษฐานมุ่งไปเกิดยังพุทธเกษตรของพระองค์

          คุณสมบัติของแดนพุทธเกษตรของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์นั้น ผู้ที่ไปอุบัติ จะไม่ต้องหวนกลับมาสู่ภพภูมิเบื้องต่ำอีก ซึ่งต่างกับการไปเกิดบนสวรรค์ชั้นกามภูมิ หรือ พรหมภูมิชั้นต่างๆ ที่หากสิ้นบุญเมื่อใดก็จะต้องหวนกลับมาสู่ภูมิเบื้องต่ำเช่นเกิดเป็นมนุษย์บ้าง เดรัจฉานบ้าง เปรตบ้าง สัตว์นรกบ้าง ตามกรรมของตน

          ดังนั้นผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาแบบมหายานเกือบทุกนิกาย โดยเฉพาะชาวจีนนั้นมีความปรารถนาสูงสุดว่า เมื่อตายไปแล้วขอให้ไปเกิดในแดนสุขาวดีของพระอมิตาภะพุทธเจ้า จนทำให้เกิดพุทธศาสนาแบบมหายานขึ้นอีกนิกาย

          โดยมีชื่อนิกายว่า นิกายสุขาวดี หรือ จิ้งถู่ (淨土宗, 净土宗) ขึ้นในประเทศจีน ก่อตั้งขึ้นโดยพระฮุ่นเจียง ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 9 สมัยราชวงศ์ตั้งจิ้น เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

 


Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณคะ

#5 By のぞみ on 2013-09-21 13:19

doodi_jang@hotmail.com

#4 By ถนอมทร้พย์ (125.25.62.64) on 2011-09-06 14:49

ทำไมพระอาทิพุทธเจ้าจึงไม่ประทับอยู่ ณ ดินแดนพระนิพพานแต่ประทับอยู่พรหมโลกทั้งๆที่ท่านเป็นพระพุทธเจ้า

#3 By สวย (125.27.114.250) on 2011-07-20 18:57

#2 By (58.147.115.229) on 2010-03-15 14:20

กราบสักการะพระพุทธเจ้าทั้งห้า อาราธนาประทับ ณ ที่จิต
ขอบพระคุณผู้เผยแพร่ เป็นพุทธบูชา

#1 By สิริวาร (210.246.146.129) on 2009-12-29 08:51